เทคโนโลยีแบบแถบกว้างยิ่ง

เทคโนโลยีแบบแถบกว้างยิ่ง
Ultra Wideband Technology

สถาพร พรหมวงศ์
 
สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
 
1. กล่าวนำ
ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น การติดต่อสื่อสารทางไกลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การประชุมผ่านทางไกล การเรียนการสอนผ่านทางไกล การติดต่อสื่อสารส่วนบุคคล การติดต่อสื่อสารระยะสั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่นโครงข่ายในเป็นสำนักงาน และการโครงข่ายภายในบ้านพักอาศัย เป็นต้น เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายเหล่านี้ล้วนแล้วมีความต้องการความเร็วสูงมากในการส่งผ่านข้อมูล ดังนั้นเพื่อให้ได้ตามความต้องของเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกว้างของแถบความถี่ และความจุของช่องสัญญาณ จึงเป็นประเด็นการพัฒนาเข้าไปสู่เทคโนโลยี 3G, 4G, 5G WiMedia และ WiMAX ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการศึกษาวิจัย มีเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายมากมายที่ได้รับความสนใจ แต่มีเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่ง (Ultra wideband; UWB) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมาก เพราะมีแถบกว้างมากมีแบนด์วิดท์กว้างถึง 7.5 GHz ในช่วงความถี่ระหว่าง 3.1 GHz ถึง 10.6 GHz และใช้กำลังงานต่ำ บนมาตรฐาน IEEE802.15.3a หรือ WPAN [1] ดังแสดงในรูปที่ 1
 
รูปที่ 1 เปรียบเทียบสเปกตรัมระหว่างแถบกว้างยิ่งและแถบความถี่อื่น ๆ
 
เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งจึงเหมาะสมสำหรับการนำไปพัฒนาระบบไร้สายแบบแถบกว้างทั้งในปัจจุบันและอนาคต สามารถประยุกต์ใช้ในระบบสื่อสารต่าง ๆ ได้มากมาย ซึ่งเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งนี้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาจากระบบเรดาร์ที่ใช้ในด้านทางการทหาร และได้เล็งเห็นถึงประโยชน์มหาศาลที่สามารถออกแบบมาใช้ในระบบไร้สายที่ต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสำหรับพลเรือน จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งนี้มีการรับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณพัลส์ที่แคบมากเป็น ns ซึ่งพัลส์ที่มีช่วงเวลาแคบๆ จะมีสเปกตรัมที่กว้างมาก จึงทำให้เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งนี้มีราคาถูกลง เนื่องจากอุปกรณ์ภาครับและภาคการรับส่งสัญญาณแบบอิมพัลส์ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ขนาดเล็ก ทำให้ใช้กำลังงานต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบแถบแคบที่ใช้กันอยู่ อีกประการหนึ่งสัญญาณแบบแถบกว้างยิ่งจะมีสัดส่วนของแบนวิดท์ในการส่งมากกว่าหรือเท่ากับ 20 % ของแถบความถี่กลาง หรือมีการใช้แถบความถี่มากกว่าหรือเท่ากับ 500 MHz ซึ่งจะเห็นว่ามีสัดส่วนมากกว่าแถบความถี่ของระบบการสื่อสารไร้สายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาก ซึ่งอยู่บนสัดส่วนแบนด์วิดท์ ของสัญญาณ ซึ่งสามารถกำหนดได้ดังสมการที่ 1
                 
 (1)
 
ซึ่ง คือความถี่สูงสุดและ คือความถี่ต่ำสุดของแถบความถี่ที่ใช้งานในระบบแถบกว้างยิ่ง
จากคุณสมบัติต่างๆของเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งที่ได้กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเหมาะสมสำหรับนำมาประยุกต์ใช้งานในลักษณะของโครงข่ายพื้นที่ส่วนบุคคลแบบไร้สาย (Wireless personal area networks; WPANs) การติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆในการรับส่งข้อมูลที่เป็นมัลติมีเดีย ที่มีขนาดของข้อมูลที่ใหญ่ ต้องการความเร็วสูงในการรับส่ง เช่น การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ กล้องวีดีโอ กล้องถ่ายรูป เครื่องสแกนเนอร์ เป็นต้น เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งก็มีคุณสมบัติและสามารถรองรับความต้องการดังกล่าวได้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูง ใช้ในระยะทางสั้นที่ระยะทาง 10 เมตรจะมีความเร็ว 110 Mb/s และมีอัตราการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้นในระยะทางที่สั้นลง โดยที่ระยะทาง 2 เมตรจะมีความเร็วสูงถึง 480 Mb/s [2]
ความจุของช่องสัญญาณหรืออัตราข้อมูลต่อบิตสูง ดังแสดงการเปรียบเทียบให้ในรูปที่ 2 ซึ่งขนาดความจุที่มากของเทคโนโลยีแบบแถบกว้างยิ่งสามารถพิจารณาได้จากทฤษฎีของ Hartley-Shannon ดังสมการที่ 2
 
 (2)
เมื่อ คือค่าความจุช่องสัญญาณสูงสุด
BW คือแบนด์วิดท์
SNR คืออัตราส่วนสัญญาณกำลังงานต่อสัญญาณรบกวนกำลังงาน
 
 
รูปที่ 2 เปรียบเทียบอัตราข้อมูลต่อบิตและระยะทางระหว่างแถบกว้างยิ่งและแถบความถี่อื่น ๆ
 
2. ประวัติและความเป็นมาเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่ง
เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่ง มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่สมัยที่ Marconi ได้สาธิตการทดลองโดยใช้ Spark gap ในการรับ-ส่งสัญญาณส่งสัญญาณวิทยุอิมพัลส์ (Impulse radio) ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในปี 1901 ต่อมาในปี ค.ศ. 1962 ได้ประดิษฐ์เครื่องส่งวิทยุแถบกว้างยิ่งโดยใช้หลักการส่งผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในโดเมนทางเวลา และได้ถูกนำไปใช้ในการส่งสัญญาณในโครงข่ายไมโครเวฟในปี ค.ศ. 1963-1966 ซึ่งมีการแนวทางในการพัฒนาว่าต้องมีรูปแบบที่ง่ายและไม่ซับซ้อน โดยใช้คุณลักษณะของการตอบสนองความถี่ เช่น ขนาดของสัญญาณ และเฟส ซึ่งสามารถวิเคราะห์ความแตกต่างของผลตอบสนองของสัญญาณจากฟังก์ชั่นในการส่งผ่านสัญญาณ ของช่องสัญญาณได้
อย่างไรก็ตามในการวิเคราะห์สัญญาณนั้นได้ใช้เครื่อง ออสซิลโลสโคปในการสุ่มค่าของสัญญาณ เพื่อมาทำการวิเคราะห์และพัฒนาโครงข่ายในระบบไมโครเวฟ และรูปแบบของสัญญาณที่ใช้ในการส่งผ่าน โดยการวิเคราะห์และการวัดสัญญาณ
เทคนิคในการวัดสัญญาณนั้นแรกเริ่มได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับแถบความถี่กว้างในปี ค.ศ. 1968 ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาสัญญาณที่มีขนาดแคบได้อย่างรวดเร็ว และได้ถูกนำไปใช้ในการส่งสัญญาณติดต่อสื่อสารแบบ เรดาร์ ในปี ค.ศ. 1972 และในปีต่อมาเครื่องออสซิลโลสโคป ที่ใช้การวิเคราะห์ ความถี่ที่สูงขึ้นก็ได้ถูกสร้างขึ้น    จึงทำให้มีการกำหนดแถบความถี่กว้างยิ่งในปี  ค.ศ.1973  ต่อมาในปี ค.ศ.1980 นั้นก็ได้มีการกำหนดให้ เทคโนโลยี แถบความถี่กว้างยิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นพาหะ ในการส่งสัญญาณเหมือนอย่างแถบความถี่กว้างอีกต่อไป และเป็นจุดที่แตกต่างจากการส่งคลื่นวิทยุแบบอื่นที่มีมาก่อนหน้านั้น และต่อมาได้ถูกพัฒนาในประเทศสหรัฐอเมริกาต่อในปี ค.ศ. 1989
ในช่วงเวลาเกือบ 30 ปี ทฤษฎีของแถบความถี่กว้างยิ่งได้ถูกพัฒนาทั้งด้านเทคนิคและอุปกรณ์ ตัวอย่าง เช่น ในปี ค.ศ.1989 ได้มีการจดสิทธิบัตรมากกว่า 50 ชิ้น เกี่ยวกับการสร้างสัญญาณแถบความถี่กว้างยิ่งและวิธีในการรับส่งสัญญาณ และการนำแถบความถี่กว้างยิ่งได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานหลากหลายรูปแบบ เช่น ในการติดต่อสื่อสารในระบบเรดาร์การป้องกันการชนกันของคลื่นมือถือ, ระบบบอกพิกัด และตรวจวัดระดับของเหลว โดยใช้คุณลักษณะของแถบถี่กว้างยิ่ง
  โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 เทคโนโลยี แถบความถี่กว้างยิ่งได้ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในระบบการติดต่อสื่อสารอย่างรวดเร็วโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จนปี ค.ศ. 1998 ได้มีการเริ่มพิจารณามาตรฐานและข้อกำหนด และในปี ค.ศ. 2002 ได้มีการประกาศใช้ข้อกำหนดแถบความถี่กว้างยิ่ง และได้จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งแรก
 
3. ข้อกำหนดการทำงานของระบบสื่อสารแบบแถบกว้างยิ่ง
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้ถูกกำหนดขึ้นในการสื่อสารแบบแถบกว้างยิ่งนั่นก็คือการจัดสรรความถี่ในการใช้งาน ซึ่งได้มีกลุ่มทำงานในสหรัฐอเมริกาได้พยายามทำการถอดถอนการจำกัดของข้อกำหนดในการใช้งานช่วงความถี่ของเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งจากกฎข้อบังคับเดิมของคณะกรรมาธิการการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มทำงานนี้ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยใช้ชื่อว่า Ultra wideband working group (UWBWG) เพื่อทำการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกับ FCC [2] เช่นเดียวกันกับในยุโรปก็ได้มีการหาข้อตกลงการจัดสรรคลื่นความถี่และการแทรกสอดของความถี่วิทยุซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดแถบความถี่สำหรับการใช้งานในระบบแถบกว้างยิ่งในสถาบันกำหนดมาตรฐานทางโทรคมนาคมแห่งสหภาพยุโรป (European telecommunications standards institute; ETSI) หรือ สหพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International telecommunication union; ITU) 
 
3.1 ข้อกำหนดของระบบแถบกว้างยิ่งในสหรัฐอเมริกา
ในปี ค.ศ. 1998  คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal communications commission; FCC) ได้ออกประกาศเกี่ยวกับการตรวจสอบหรือ Notice of inquiry (NOI) โดยถึงแม้ว่าจะได้คาดการณ์ถึงระดับกำลังงานที่ใช้ในการส่งผ่านสัญญาณที่มีระดับต่ำมาก ๆ แล้วก็ตาม ยังมีกลุ่มผู้ที่สนับสนุนในระบบเดิมที่มีใช้งานกันอยู่ได้ทำการต่อต้านการนำระบบแถบกว้างยิ่งมาใช้งานสำหรับการสื่อสารของพลเรือนซึ่งข้อเรียกร้องโดยมากจะเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของระดับการแทรกสอดในแถบความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัด อาทิเช่น แถบความถี่ในการกระจายสัญญาณโทรทัศน์  แถบความถี่ที่สำรองไว้สำหรับคลื่นวิทยุทางดาราศาสตร์และระบบ GPS โดยที่องค์กรบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ Federal aviation administration (FAA)  ได้แสดงความเป็นห่วงต่อการแทรกสอดของสัญญาณที่มีต่อระบบความปลอดภัยในกิจการการบินและทิศทางในการค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องส่งในระบบแถบกว้างยิ่งด้วยเช่นกัน 
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2002 ทาง FCC ได้ออกกฎสำหรับระบบแถบกว้างยิ่งซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตของการแพร่กระจายกำลังงานฉบับที่หนึ่งสำหรับระบบแถบกว้างยิ่ง และยังอนุญาตให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในลักษณะทางการค้าอีกด้วย โดยรายงานล่าสุดของคำประกาศและระเบียบการฉบับที่หนึ่งได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2002  ซึ่งในเอกสารได้กล่าวถึงการอนุญาตใช้งานในระบบแถบกว้างยิ่งทั้ง 4 ประเภทและการกำหนดขอบเขตการแพร่กระจายพลังงานสำหรับการใช้ในประเภทต่าง ๆ โดยจากนิยามข้างต้น ส่วนข้อจำกัดการแพร่กระจายกำลังงานโดย FCC ได้แสดงให้เห็นในตารางที่ 1 สำหรับใช้ในการสื่อสารข้อมูลทั้งภายในและภายนอกอาคาร
 
ตารางที่ 1 ข้อจำกัดในการแพร่กระจายแถบกำลังงานโดย FCC สำหรับการใช้งานในการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกอาคาร
 

ความถี่ [MHz]
ภายในอาคาร
ภายนอกอาคาร
EIRP in dBm
EIRP in dBm
960 - 1610
-75.3
-75.3
1610 - 1990
-53.3
-63.3
1990 - 3100
-51.3
-61.3
3100 - 10600
-41.3
-41.3
สูงกว่า 10600
-51.3
-61.3
3.2   ข้อกำหนดของระบบแถบกว้างยิ่งในยุโรป
ปัจจุบันโครงร่างของข้อกำหนดระบบแถบกว้างยิ่งในทวีปยุโรปอยู่ในช่วงรอข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวกับผลกระทบของระบบแถบกว้างยิ่งบนระบบเดิมที่มีใช้กันอยู่โดยทาง ยุโรปนั้นบางส่วนของข้อกำหนดจะรัดกุมกว่าของทางสหรัฐอเมริกา เพราะทางด้านยุโรปนั้นในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ต้องแสดงให้เห็นว่าส่งผลกระทบน้อยหรือไม่ส่งผลเสียหายต่อระบบเดิมที่มีอยู่โดยข้อจำกัดการแพร่กระจายกำลังงานสำหรับการใช้งานทั้งภายในและภายนอกอาคารที่กำหนดโดย ITU หรือ ETSI แสดงให้เห็นในตารางที่ 2          
ในรูปที่ 3 และ 4 แสดงการเปรียบเทียบข้อกำหนดการจำกัดสเปกตรัมความถี่ของแถบกว้างยิ่งระหว่าง FCC และ ETSI ภายในและภายนอกอาคารตามลำดับ
 
รูปที่ 3 ข้อจำกัดสเปกตรัมของเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งภายในอาคารระหว่าง FCC และ ETSI
 
รูปที่ 4 ข้อจำกัดสเปกตรัมของเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งภายนอกอาคารระหว่าง FCC และ ETSI
 
ตารางที่ 2 ข้อจำกัดในการแพร่กระจายแถบกำลังงานโดย ETSI สำหรับการใช้งานในการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกอาคาร
 
 
ช่วงความถี่ [GHz]
< 3.1
3.1 < < 10.6
> 10.6
ภายในอาคาร
-51.3 + 87log( / 3.1)
-41.3
-51.3 + 87log (10.6 / )
ภายนอกอาคาร
-61.3 + 87log( / 3.1)
-41.3
-61.3 + 87log (10.6 / )

4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่ง (Ultra wideband technology applications)
เทคโนโลยีแบบแถบกว้างยิ่งถูกนำมาใช้ในระบบการสื่อสารระยะสั้นระหว่างคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ที่อยู่ภายในอาคารสำนักงาน และโครงข่ายภายในบ้านพักอาศัย ที่มีความต้องการความเร็วสูง ซึ่งสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจากสายอากาศนั้นอาจจะถูกลดทอนกำลังงาน (Power attenuation) โดยปัจจัยต่าง ๆ เช่น ถูกลดทอนโดยผนังหรือกำแพงของอาคาร จากวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของสัญญาณที่ทางด้านเครื่องรับ เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งนั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบยกตัวอย่างเช่น 
- การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายภายในอาคารสำนักงาน (Offices network)
- การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายภายในบ้านพักอาศัย (Ohm network)
- การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายบนร่างกายมนุษย์ (Body area network)
- การประยุกต์ใช้งานการหาตำแหน่ง (UWB localization)
- การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายไร้สายทางด้านการแพทย์ (Wireless medical network)
- ฯลฯ
4.1 การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายภายในอาคารสำนักงาน
โดยรูปที่ 5 การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ในโครงข่ายที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมภายในอาคารสำนักงาน สามารถวิเคราะห์ได้ ซึ่งมีแนวทางการศึกษาวิจัย [3]
 
รูปที่ 5 การเชื่อมต่ออุปกรณ์โครงข่ายภายในอาคารสำนักงาน
 
4.2 การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายภายในบ้านพักอาศัย
ในรูปที่ 6 แสดงการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ของโครงข่ายสภาวะแวดล้อมภายในบ้านพักอาศัย จะมีลักษณะการนำไปใช้ติดต่อสื่อสารภายในอาคารซึ่งมักจะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อช่องสัญญาณในการสื่อสาร เช่น กำแพง ประตู อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ผนัง สิ่งกีดขวางต่าง ๆ ซึ่งสิ่งกีดขวางแต่ละชนิดมีองค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน คุณสมบัติเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างสูงทำให้สัญญาณที่ส่งผ่านมีลักษณะแตกต่างกัน สามารถวิเคราะห์ได้ ซึ่งมีแนวทางการศึกษาวิจัย [4]  
  
 
รูปที่ 6 การเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในอาคารโครงข่ายภายในบ้านพักอาศัย
 
4.3 การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายบนร่างกายมนุษย์ไร้สาย (Wireless body area network)
รูปที่ 7 เป็นลักษณะการใช้งานในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์โครงข่ายบนร่างกายมนุษย์ไปยังเครื่องมือวัด อาจจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารในสภาวะแวดล้อมจริงได้ และจากร่างกายมนุษย์ อย่างไรก็ตามแนวทางการหาพารามิเตอร์ และการวิเคราะห์ต่าง ๆ ได้ [5]
 
 
รูปที่ 7 การเชื่อมต่อโครงข่ายบนร่างกายมนุษย์
 
4.4 การประยุกต์ใช้งานการหาตำแหน่ง (UWB localization)
รูปที่ 8 เป็นลักษณะการใช้งานในการหาตำแหน่งโดยพิจารณาจากการสูญเสียเชิงวิถี และเวลาประวิง แต่อาจจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารในสภาวะแวดล้อมจริงได้ทำให้เกิดการผิดพลาดในการหาพิจารณาตำแหน่งได้ [6]
 
รูปที่ 8 การหาตำแหน่งโดยใช้เทคโนโลยีแถบกว้างยิ่ง
 
4.5 การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายทางด้านการแพทย์ไร้สาย (Wireless medical network)
รูปที่ 9 เป็นลักษณะการใช้งานในโครงข่ายทางการแพทย์แบบไร้สายโดยพิจารณาจากผลกระทบจากร่างกายมนุษย์ทำให้คุณลักษณะจำเพาะของอุปกรณ์หรือเครื่องวัดทางการแพทย์เปลี่ยนไป และการเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่าย ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารในสภาวะแวดล้อมจริงได้ทำให้เกิดการผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตามควรหาวิธีการวิเคราะห์ผลกระทบต่าง ๆ ได้ [7]
            
 
รูปที่ 9 การประยุกต์เอาเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งไปใช้ในด้านการแพทย์
 
5. บทสรุป
ในบทความนี้ได้กล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย และลักษณะเด่นของแถบกว้างยิ่ง เพื่อการพัฒนาเข้าสู่ยุคการสื่อสารไร้สาย 3G, 4G, 5G, WiMedia UWB และ WiMAX ประวัติความเป็นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เปรียบเทียบข้อกำหนดเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งระหว่างสหรัฐอเมริกาและในยุโรป และ การนำเอาเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งไปประยุกต์ใช้งานในโครงข่ายภายในอาคารสำนักงานความ เร็วสูง นวัตกรรมโครงข่ายภายในบ้านพักอาศัย โครงข่ายมัลติมีเดียบนร่างกายมนุษย์ การหาตำแหน่งประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่ง และการประยุกต์ใช้งานโครงข่ายไร้สายในทางด้านการแพทย์ เป็นต้น จากเนื้อหาที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั้นเป็นแนะนำถึงเทคโนโลยีแถบกว้างยิ่งเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต
 
เอกสารอ้างอิง 
[1] P. Pagani, F.  Talom, P. Pajusco, B. Uguen, “Ultra WideBand Radio Propagation Channels,” John Wiley & Sons, Ltd, 2008.
[2] C. Heidari, “WiMedia UWB Technology of Choice for Wireless USB and Bluetooh,” John Wiley & Sons, Ltd, 2008.
[3] S. Promwong, J. Takada, “Link Budget Evaluation Scheme for UWB Impulse Radio,”          IWUWBT 2005 International Workshop on UWB Technologies Yokosuka Research Park          (YRP), Yokosuka, Japan December 8-10, 2005.
[4] S. Promwong, P. Supanakoon, M. Chamchoy, S. Keawmechai and J. Takada, “Comparison of Near- Field and Far-Field Free Space Channels for UWB Impulse Radio,” 2005 Internationa Conference on  Electromagnetic Compatiblity (ICEMC 2005), pp. 5C-3, July 2005.
[5] A. Pradubphon, S. Promwong, M. Chamchoy, P. Supanakon and J. Takada, “Characteristic of          Body Shadowing Effects on Ultra-Wideband Propagation Channel,” 2004 International          Conference on Control,  Automation and Systems (ICCAS 2004), pp. 219-222,  Aug. 2004.
[6] J. Sangthong , P. Supanakoon and S. Promwong, “Study on Indoor Localization Using UWB Fingerprinting,” TISD 2010 , The 3rd  Technology and Innovation for Sustainable Development, Royal Mekong Nongkhai Hotel, Nong Khai, Thailand March 4-6, 2010. 
[7] S. Promwong, “Characterization of UWB Transmission with Human Body for Wireless Medical Applications,” 2010 International Symposium on Multimedia and Communication Technology (ISMAC 2010), September 2010
 
สถาพร พรหมวงศ์ จบการศึกษาปริญญา   อุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในปีพ.ศ. 2536 และ พ.ศ. 2539 ตามลำดับ และจบปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการสื่อสารและระบบการรวม จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 
ในปี พ.ศ. 2537 ถึง 2552 เริ่มทำงานตำแหน่งอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และใน พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน ทำงานในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดสาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง งานวิจัยที่มีความสนใจ สายอากาศและการแพร่กระจายคลื่นวิทยุ, ระบบการสื่อสารแถบกว้างยิ่ง และเป็นสมาชิกของ ECTI และ IEEE

 

Back to E-magazine List
 

ECTI Association
99 M.18 Paholyothin Rd., Klong Luang, Pathumthani 12120, THAILAND
E-mail: ecti.secretary@gmail.com
Find us on: