การสื่อสารอนาคตในยุคแถบความถี่กว้าง

การสื่อสารอนาคตในยุคแถบความถี่กว้าง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุภาวดี อร่ามวิทย์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์ ดร. ประสิทธิ์  ประพิณมงคลการ
นายรัชกฤช พีรธนวณิช
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

บทคัดย่อ
               การพัฒนาระบบสื่อสารโดยการปรับเปลี่ยนจากระบบแอนะล็อกมาเป็นระบบดิจิทัล การกล้ำสัญญาณหลายชั้นทางดิจิทัล เช่น ขนาดและเฟสพร้อมกัน การขยายไปใช้คลื่นความถี่ที่สูงขึ้น ตลอดจนการทำการรวมส่งสัญญาณร่วมสื่อและแปลงรหัสเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือลดความผิดพลาดของข้อมูลนั้น ล้วนแต่เป็นการเพิ่มความเร็วของข้อมูลหรือการเพิ่มความจุความกว้างแถบความถี่ของการสื่อสาร
จากปรากฏการณ์ของการพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมอย่างรวดเร็ว และการเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของจำนวนผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ มาตรฐานคุณภาพการให้บริการที่สูงขึ้น ความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการบริโภคข้อมูลสารสนเทศที่เปลี่ยนจากการสื่อสารทางเสียงเพียงอย่างเดียวไปเป็นการสื่อสารทางข้อมูลและวิดีโอนั้น ทำให้ความต้องการความจุและความกว้างแถบความถี่ที่มากยิ่งขึ้นนั้นกลายเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะต้องเผชิญ แนวทางคำตอบหลากหลายได้ปรากฏขึ้น บางส่วนเป็นรูปธรรม บางส่วนยังเป็นแค่นามธรรม ผลกระทบของสิ่งเหล่านี้ยิ่งใหญ่มาก ไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย
               บทความนี้มุ่งเน้นไปที่ความท้าทายที่ผู้กำกับดูแลและนักวิจัยด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมจะต้องจัดการ เพื่อสนองความต้องการในส่วนของเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความต้องการในเรื่องมาตรฐานคุณภาพการให้บริการและการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในยุคแถบความถี่กว้าง
 
* บทความนี้ดัดแปลงและเพิ่มเติมมาจากบทความที่นำเสนอต่อที่ประชุม International Seminar on Multimedia and Communication (ISMAC 2010) ณ กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนกันยายน 2010
 
1. บทนำ
               อุปสงค์ของปริมาณช่องสัญญาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ เช่น ความก้าวหน้าในเรื่องเทคโนโลยีโทรคมนาคม และแนวโน้มของการหลอมรวมตัวของเทคโนโลยี ความหลากหลายของการพัฒนาสื่อใหม่ ๆ และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการและวิถีชีวิตของผู้ใช้บริการ ในรูปที่ 1 เป็นการแสดงความต้องการของความจุและความกว้างแถบความถี่หรือการเพิ่มช่องสัญญาณสำหรับเทคโนโลยีต่าง ๆ จากรูปแบบการสื่อสารประจำที่ไปจนถึงรูปแบบการสื่อสารเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี
 
รูปที่ 1 การวิวัฒนาการของเทคโนโลยีโทรคมนาคม
 
               แนวโน้มของเทคโนโลยีโทรคมนาคมสำหรับการสื่อสารประจำที่เริ่มต้นจาก เทคโนโลยี DSL หลายท่านยังอาจจะจำได้ว่า DSL ที่ใช้กับสายโทรศัพท์ทองแดงในสมัยก่อนนั้นมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลเพียงไม่กี่ร้อย kbps และตามมาด้วยเทคโนโลยี ADSL ซึ่งใช้สายทองแดงแบบดั้งเดิม มีความเร็วสูงขึ้นถึงระดับ Mbps เทคโนโลยี ADSL ได้พัฒนามาเป็น ADSL2+ ที่ความเร็วประมาณ 2 Mbps ถึง 10 Mbps และเทคโนโลยี VDSL2+ ไปจนถึงเทคโนโลยี GPON ที่ใช้กับสายใยแก้วนำแสงที่ความเร็ว 100 Mbps และ FLET เป็นเทคโนโลยีเส้นใยแก้วนำแสงล่าสุดจาก NTT ซึ่งต่อมาพัฒนาความเร็วไปจนถึง 1 Gbps และ 10 Gbps [1] ในขณะที่การติดต่อสื่อสารบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยเริ่มจากยุค 2G ที่ใช้กับการสื่อสารทางเสียงมาเป็นยุค 2.5G (GPRS และ EDGE ซึ่งใช้รับส่งข้อมูลที่ความเร็วไม่กี่ร้อย Kbps), 3G, 3.5G (HSPA) ที่ความเร็ว 14.4 Mbps, 3.9G ที่ใช้เทคโนโลยี Long Term Evolution (LTE) ที่ความเร็ว 100 Mbps และขณะนี้กำลังทดสอบการให้บริการ 4G อยู่ เทคโนโลยี 3G ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากจากระบบอนาล็อกในยุค 2G แรก ๆ ที่ใช้เทคนิคการเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งความถี่ (FDMA) มาเป็นระบบดิจิทัลในยุค 2G ตอนปลาย โดยใช้เทคนิคการเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งช่วงเวลา (TDMA) จนกระทั่งมาเป็นยุค 3G ที่ใช้เทคนิคการเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งรหัส (CDMA) และการเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งรหัสบนแถบความถี่กว้าง (WCDMA) และเทคนิคการเข้าถึงหลายทางแบบ OFDM ที่คลื่นสัญญาณในเชิงความถี่ตั้งฉากต่อกันและกัน ทำให้ไม่เกิดการรบกวนกัน ในยุค 3.9G
               มีการประมาณการสื่อสารที่ถูกต้อง ถึงการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยทุกวันนี้มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์ทางเสียงกว่า 4 พันล้านราย ซึ่งทำให้เกิดความต้องการประมาณเทียบเท่า 20 Mbps ต่อเดือนต่อผู้ใช้บริการหนึ่งราย และผู้ใช้บริการข้อมูลกว่า 20 ล้านราย ทำให้เกิดการจราจรที่มีอุปสงค์ทางข้อมูลประมาณ 4 Gbps ต่อเดือนต่อผู้ใช้บริการหนึ่งราย ซึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าความต้องการนี้อาจจะสูงถึง 20 Gbps ต่อเดือนต่อผู้ใช้บริการหนึ่งราย
               นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของเทคโนโลยีโทรคมนาคม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่บางตัวอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ YouTube ประมาณ 466 ล้านราย ที่ทำการบรรจุขึ้นวิดีโอประมาณ 100 ล้านวิดีโอต่อวัน และประมาณ 500 ล้านรายของผู้ใช้บริการ Facebook (รวมถึงผู้ใช้บริการ Facebook ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ประมาณ 60 ล้านราย) ที่ทำให้เกิดการบรรจุขึ้นรูปภาพประมาณ 860 ล้านรูป และบรรจุขึ้นวีดิทัศน์ประมาณ 8 ล้านวีดิทัศน์ต่อเดือน
               การเปลี่ยนโฉมหน้าของเทคโนโลยีโทรคมนาคมนี้ เป็นแรงผลักดันให้สื่อเปลี่ยนรูปแบบตัวของมันเอง ผ่านการหลอมรวมตัวของการให้บริการด้านโทรคมนาคม วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต ที่ถูกเรียกว่า “Triple play” ทำให้ขอบเขตของอุตสาหกรรมทั้ง 3 ด้านนี้เริ่มไม่ชัดเจน และเกิดการสร้างหุ่นจำลองธุรกิจใหม่ ๆ (Business Model) รวมถึงระบบนิเวศน์และกรอบการกำกับดูแลต่าง ๆ ดังรูปที่ 2

 

 
รูปที่ 2 ความไม่ชัดเจนของขอบเขตของอุตสาหกรรมแขนงต่าง ๆ

 

               อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ต่างกำลังเร่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลของระบบเครือข่าย, อุปกรณ์, ศูนย์กลางข้อมูล และการให้บริการหรือการประยุกต์ใช้งานต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ เช่น Android ของ Google, Blackberry ของ RIM และ iPhone ของ Apple คือตัวอย่างของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รายใหม่ของเทคโนโลยีโทรคมนาคม ภายใต้สภาวะแวดล้อมเช่นนี้ เพื่อการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เงื่อนไขความเปิดเผยการเป็นกลาง และการเข้าถึงเนื้อหาสาระต่าง ๆ ต้องมีการดูแลกำกับให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
               ในกระบวนการเปลี่ยนทัศนคติจากโทรทัศน์สีความชัดมาตรฐาน (Standard Definition) เป็นเทคโนโลยีที่มีความละเอียดสูงหรือที่เรียกกันว่า “HD” นั้นเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดที่เข้มแข็งสำหรับโทรทัศน์ผ่านสื่อชุดที่มีความละเอียดสูง ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงครัวเรือนซึ่งมีหน่วยเป็นล้าน (Million Household) ของ SD DVD, สื่อชุดความบันเทิงทางบ้าน, เคเบิลทีวีผ่านดาวเทียมที่มีความละเอียดสูง ดังแสดงในรูปที่ 3 [2]
 
รูปที่ 3 การเปลี่ยนทัศนคติไปยังทีวีที่มีความละเอียดสูง
 
 
                บทความส่วนที่เหลือจากนี้ไปแบ่งเป็น หัวข้อที่ 2 บรรยายเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคม และผลกระทบที่มีต่อการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการปรับเปลี่ยนสู่โครงข่าย Next Generation Network (NGN) การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทำให้เกิดความต้องการปริมาณช่องสัญญาณที่เพิ่มมากขึ้นนำมาบรรยายในหัวข้อที่ 3 และการกล่าวสรุปสั้น ๆ ในหัวข้อที่ 4
 

 

2. การพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคม
                การท้าทายในอนาคตที่สำคัญสำหรับบริษัทโทรคมนาคม คือ โครงข่ายยุคหน้า (NGN) การสนับสนุนแถบความถี่กว้าง หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการให้บริการที่ครอบคลุม อาทิเช่น การหลอมรวมโทรศัพท์ประจำที่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ (FMC) และการให้บริการ “Triple play”, การปรับเปลี่ยนโครงข่ายดั้งเดิมสู่โครงข่ายที่ใช้เกณฑ์วิธีอินเทอร์เน็ต เพื่อลดต้นทุนการลงทุน (CapEx) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (OpEx) และการขยายตลาดการสื่อสารโทรคมนาคมโดยการพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ กับผู้ให้บริการที่หลากหลาย
                โครงสร้างพื้นฐาน NGN สำหรับยุคแถบความถี่กว้าง ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนโครงข่ายและการขยายต่อไป เพื่อเพิ่มการให้บริการแถบความถี่กว้าง เพิ่มความสามารถในการเข้าถึง และความสามารถในการจัดซื้อของผู้ใช้บริการแถบความถี่กว้าง ผลประโยชน์อื่นประกอบด้วย การจัดหาบริการใหม่ ๆ เช่น ระบบเครือข่ายสังคม, สื่อใหม่ และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังในรูปที่ 4 จาก Nippon Telegraph & Telecom (NTT)
รูปที่ 4 โครงสร้างพื้นฐาน NGN
 
                การปรับเปลี่ยนผู้ใช้บริการจากโครงข่ายโทรศัพท์สวิตซ์สาธารณะ (PSTN) ไปสู่โครงข่ายยุคหน้า (NGN) มี 3 วิธีคือ วิธีการทับซ้อน (Overlay Method) วิธีการนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างยุคหน้ารองรับการให้บริการไอพี ในขณะที่สามารถทำงานเข้ากับโครงข่ายดั้งเดิมที่ยังให้บริการลูกค้าเหมือนเดิม การทำเช่นนี้โครงสร้างการให้บริการรูปแบบใหม่ ๆ จะถูกสร้างขึ้น
                วิธีการที่สอง คือ วิธีการแทนที่ (Replacement Method) วิธีการนี้เกี่ยวกับการแทนที่โครงข่ายโทรศัพท์สวิตซ์สาธารณะ ด้วยโครงข่ายไอพี เมื่อไรก็ตามที่โครงข่ายโทรศัพท์สวิตซ์สาธารณะ จำเป็นต้องยกระดับ ในขณะที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งการให้บริการสำหรับลูกค้า การเปรียบเทียบทั้ง 2 วิธีการนั้นแสดงไว้ในรูปที่ 5
 
รูปที่ 5 การเปรียบเทียบวิธีการทับซ้อนและวิธีการแทนที่ใน โครงข่าย NGN
 

 

                วิธีการสุดท้ายคือ เทคโนโลยี IMS จะกระโดดข้ามจากโครงข่ายไอพี สู่โครงข่าย NGN ที่ใช้ IMS เพื่อเพิ่มการให้บริการในรูปแบบใหม่ ๆ เทคโนโลยี IMS บนโครงข่าย NGN ยังพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วไปสู่ Evolved Packet Core (EPC) เพื่อให้บริการได้ไม่ซับซ้อนมากนัก ดังแสดงในรูปที่ 6
 
 
รูปที่ 6 โครงข่ายไอพีทั้งหมดที่ตั้งอยู่บนฐาน IMS
 
                ขณะที่การประยุกต์ใช้งานจำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงขึ้น การส่งสัญญาณต้องการช่องสัญญาณที่มากขึ้น ดังนั้นเพื่อสนองความต้องการนี้ วิธีหนึ่ง คือ การกล้ำสัญญาณดิจิทัลหลายชั้น อย่างเช่น 256 QAM ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน แต่มีข้อจำกัดของการขยายเพิ่มชั้นของกล้ำสัญญาณที่สูงขึ้น และสเปกตรัมความถี่ที่มากขึ้นด้วย การแลกเปลี่ยนระหว่างความเร็วข้อมูลกับระดับการกล้ำสัญญาณนั้น แสดงในรูปที่ 7 ซึ่งจะเห็นได้ว่าในระบบดิจิทัลไมโครเวฟ ถ้าใช้ความกว้างแถบความถี่ 56 MHz ที่ 256 QAM มีความเร็วข้อมูลได้ถึงประมาณ 400 Mbps ในขณะที่ความกว้างแถบความถี่ 7 MHz สามารถรองรับความเร็วข้อมูลได้เพียง 50 Mbps
 
รูปที่ 7 การแลกเปลี่ยนระหว่างอัตราบิตกับระดับการกล้ำสัญญาณ
 
               ในขณะที่มีความต้องการความถี่ที่สูงขึ้นสำหรับการจัดหาความกว้างแถบความถี่หรือช่องสัญญาณที่มากขึ้น การส่งสัญญาณครอสโพลาไรซ์ก็สามารถเพิ่มปริมาณการส่งสัญญาณได้โดยเพิ่มจากคลื่นส่งคลื่นเดียวเป็นคลื่นสัญญาณสองคลื่น
อย่างไรก็ตามเทคนิคการรวมสัญญาณหลายทางสามารถเพิ่มช่องสัญญาณดิจิทัลโทรทัศน์ในโครงข่ายคลื่นความถี่เดียวได้ (Single Frequency Network: SFN) อย่างเช่น เทคนิค 4 MUX (SFN) ที่ถูกนำมาใช้ในระบบโทรทัศน์สี DVB-T
               ในกรณีนี้ ผู้กำกับดูแลต้องคำนึงถึงเรื่องของประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นในการใช้งานของสเปกตรัมคลื่นความถี่และประสิทธิภาพของสเปกตรัม กลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลแห่งชาติส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายประกอบไปด้วย การนำคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์, การสนับสนุนการนำคลื่นความถี่มาใช้ และการกำหนดเพดานการครอบครองสเปกตรัม
               ยิ่งกว่านั้นในขณะนี้ การจัดสรรคลื่นความถี่แบบพลวัต (Dynamic Spectrum Allocation: DSA) กำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับความต้องการที่สูงขึ้นในย่านแออัดเดียวกัน
               ความแออัดของการใช้สเปกตรัมคลื่นความถี่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้คลื่นความถี่อย่างไร้ประสิทธิภาพมากกว่าที่จำนวนคลื่นความถี่ที่มีอยู่จำกัด เทคโนโลยีวิทยุรู้คิด หรือ CR (Cognitive Radio: CR) และการจัดสรรคลื่นความถี่แบบพลวัต เป็นสองเทคนิคที่มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและการใช้งานคลื่นความถี่ การปรากฏตัวของเทคโนโลยีวิทยุรู้คิดได้สร้างกระบวนการเปลี่ยนทัศนคติในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ และส่งผลกระทบต่อนโยบายขององค์กรกำกับดูแลธุรกิจกิจการโทรคมนาคม หรือเอฟซีซีของสหรัฐอเมริกา (FCC) ในการออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสเปกตรัมคลื่นความถี่ มีเทคนิคการจัดสรรคลื่นความถี่แบบพลวัตหลายเทคนิคที่ถูกนำมาใช้ เทคนิคหนึ่งที่ถูกนำมาใช้และน่าสนใจ คือ เทคนิค Spectrum Overlay และ Underlay โดยใช้ Soft Decision Spectrally Modulated, Spectrally Encoded signals (SD-SMSE) ที่เหมาะกับเทคนิค OFDM และ MC-CDMA ซึ่งเป็นคู่แข่งสำหรับรูปคลื่นของ CR เพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิทยุรู้คิดแบบกำหนดโดยซอฟต์แวร์ ที่จะสามารถทำให้ผู้ใช้บริการลำดับที่หนึ่ง (primary users) และผู้ใช้บริการลำดับที่สอง (secondary users) ใช้งานร่วมกันได้ ในขณะที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของคลื่นความถี่อีกด้วย [3] ในรูปที่ 8 แสดงคลื่นความถี่สเปกตรัมที่ไม่ได้ใช้ (Unused) หรือ White Space โดยใช้วิธีการทับซ้อน (Overlay) และคลื่นความถี่สเปกตรัมที่ใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ (Underused) โดยใช้วิธีการ Underlay ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสเปกตรัมคลื่นความถี่ได้มากขึ้น
 

 

รูปที่ 8 ก. การจำแนกผู้ใช้บริการลำดับที่หนึ่งและบริเวณสเปกตรัมที่ไม่ได้ใช้และที่ใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
 
 

 

 

 

รูปที่ 8 ข. การแยกสเปกตรัมโดยใช้การประมาณสเปกตรัมแบบชั่งน้ำหนักในการสร้างรูปคลื่น SD-SMSE

 

3. การเปลี่ยนแปลงวิถีทางการดำเนินชีวิต
                ขณะที่ยุคโลกาภิวัตน์ได้ขยายอิทธิพลไปสู่สังคมท้องถิ่นและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ รูปแบบการบริโภคข้อมูลข่าวสารของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ทุกวันนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่สร้างสังคมข่าวสาร ซึ่งรับข่าวสารได้ทุกหนทุกแห่งมากขึ้น แผนภาพแสดงถึงแนวโน้มของการสื่อสารสื่อประสมโดยผ่านทางกระแสวีดิทัศน์บนอุปกรณ์ไร้สาย แสดงในรูปที่ 9 จะเห็นได้ว่ามีอุปกรณ์ที่มีสายหลายชนิดที่สามารถแสดงภาพวีดิทัศน์และส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้บริการ
 
  

 

รูปที่ 9 แสดงกระแสสื่อบนอุปกรณ์ไร้สาย
 
 

 

               เพื่อให้เกิดคุณภาพการบริการ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเสียง สัญญาณภาพนิ่ง หรือการบรรยายภาพล้วนต้องมีมาตรฐานรองรับ มาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมพหุสื่อบนโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นแสดงในตารางที่ 1
 
 
  

 

ตารางที่ 1 มาตรฐานอุตสาหกรรมสื่อประสมเคลื่อนที่
 
 

 

               ทุกวันนี้ มีผู้บริโภคที่นิยมใช้การบันเทิงที่บ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีทิศทางของ Video on Demand (VoD) และ IPTV มาเป็นการส่งกระแสแบบแถบความถี่กว้าง มาตรฐานแถบความถี่กว้าง Video Streaming นั้นแสดงในรูปที่ 10
 
 
 

 

รูปที่ 10 แนวโน้มในการส่งกระแสวีดิทัศน์บนแถบความถี่กว้าง
 

 

                มาตรฐานของโทรทัศน์แถบความถี่กว้าง ในการทำการส่งกระแสวีดิทัศน์บนอินเทอร์เน็ตนั้นแสดงในตารางที่ 2
 
 
 

 

ตารางที่ 2 มาตรฐานสำหรับโทรทัศน์แถบความถี่กว้างและไอที

 

 
                เมื่อเร็ว ๆ นี้ โทรทัศน์ความละเอียดสูง (HDTV) ถูกพัฒนาขึ้นในระบบ 3 มิติ (3D) ที่ต้องใช้แว่นตา 3 มิติ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตาในอนาคต และในอีกไม่นานโทรทัศน์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็อาจจะสามารถแสดงภาพเป็น 3 มิติได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดอุปสงค์อย่างมากมาย สำหรับความกว้างแถบความถี่หรือช่องสัญญาณและความจุเพื่อรองรับอุปทานทั้งหลาย
                โครงข่าย NGN ดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และสร้างการให้บริการใหม่ ๆ ดังแสดงในรูปที่ 11 จะเห็นได้ว่าธุรกิจบริการแบบใหม่ได้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ธุรกรรมการเงิน (e-wallet และ mobile banking) การศึกษา (mobile education) การบริการอินเทอร์เน็ต การโฆษณา การสาธารณสุขทางไกล เป็นต้น
 

 

 

รูปที่ 11 การสร้างการให้บริการใหม่ ๆ บนโครงข่าย NGN


 

4. ข้อสรุป
                การพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโทรคมนาคม คุณภาพการให้บริการ และการเปลี่ยนแปลงวิถีทางการดำเนินชีวิต ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสร้างอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับความต้องการของความกว้างแถบความถี่หรือความจุช่องสัญญาณ ดังนั้นเพื่อรับมือกับอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล (NRA) ทั้งหลายต้องสนับสนุนการบริหารจัดการคลื่นความถี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการใช้ความถี่ซ้ำ (reuse), การใช้ความถี่ใหม่ (refarming) (การจัดสรรปันใหม่ในช่วง 700 – 900 MHz ให้เป็น digital dividend, การกำหนดและจัดการคลื่นความถี่ใหม่ที่ 2.3 GHz และ 2.5-2.6 GHz สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายแถบความถี่กว้าง BWA) และเทคนิคการกล้ำสัญญาณ และถอดรหัสอย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้วิศวกรสื่อสารโทรคมนาคม พยายามอย่างหนักเพื่อจะออกแบบระบบสื่อสารให้บรรลุถึง Shannon Channel Limit โดยใช้แผนการถอดรหัสต่างๆ เป็นการโชคดีที่ CR และ DSA เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบได้ โดยการแบ่งสรรให้ผู้ใช้บริการมากรายขึ้นอยู่ในแถบคลื่นความถี่เดียวกันที่แออัดได้ การบริหารจัดการในยุคแถบความถี่กว้าง ในอนาคต จะมุ่งเน้นการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลที่เปลี่ยนแปลงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต [4] จะเป็นหนทางของความสำเร็จในการจัดสรรความถี่ให้สนองกับความต้องการการใช้อย่างมหาศาลได้
 
 

 

เอกสารอ้างอิง

 

[1]   Overview of NTT’s NGN Development, NTT Information Sharing Laboratory, March 25, 2009.
[2]   S. Aramvith, “2102571 Multimedia Communications Lecture 10 Streaming Media Technology and Standards”, Chulalongkorn University, 2002-2010.
[3]V.Chakravarthy, X.Li, Z.Wu, M.A. Temple, F.Garbu,  R.Kannan and A.Vasilalos, “Novel Overlay/Underlay Cognitive Radio Waveforms Using SD-SMSE Framework to Enhance Spectrum Efficiency-Part I: Theoretical Framework and Analysis in AWGN Channel, “IEEE Trans Communications, Vol 57, pp. 1794, Dec 2009.
[4]  S. Aramvith, S. Suansook, and P.Prapinmongkolkarn, “Techno Economic Considerations for Development of NGN” Proc. CTTE, ENST, Paris, 2008. 

 

Back to E-magazine List
 

ECTI Association
99 M.18 Paholyothin Rd., Klong Luang, Pathumthani 12120, THAILAND
E-mail: ecti.secretary@gmail.com
Find us on: